Monday, December 3, 2007

บริหารใจ...ภารกิจก่อร่างสร้างบุญ (ประมวลภาพ 2)

โดย ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์







สนใจร่วมภารกิจบริหารใจ ก่อร่างสร้างบุญ สะพายย่าม ตามรอยธรรม
กับ ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์

อีเมล์ agconnection@gmail.com

หนึ่งในภารกิจเพื่อสนับสนุนพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาและคุณภาพของเด็กด้อยโอกาส
ภายใต้การนำร่องของ พระปลัด ดร.เสน่ห์ ธมมวโร มูลนิธิการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มจร.วิทยาเขต เชียงใหม่

บริหารใจ... ภารกิจ ก่อร่างสร้างบุญ (ประมวลภาพ 1)

โดย ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์







สนใจร่วมภารกิจบริหารใจ ก่อร่างสร้างบุญ สะพายย่าม ตามรอยธรรม
กับ ดร. อัญชลี กิ๊บบิ้นส์

อีเมล์ agconnection@gmail.com

หนึ่งในภารกิจเพื่อสนับสนุนพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาและคุณภาพของเด็กด้อยโอกาส
ภายใต้การนำร่องของ พระปลัด ดร.เสน่ห์ ธมมวโร มูลนิธิการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มจร.วิทยาเขต เชียงใหม่

Sunday, December 2, 2007

บริหารใจ...ภารกิจก่อร่างสร้างบุญ สู่บ้านหลักแต่ง


โดย ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์
ฟ้าใส ป่าเขียว ทางคด ลดเลี้ยว
เส้นทางเที่ยว ทางบุญ หนุนชีวิต
แดดป่า ส่องทอด ยอดหญ้า
ขุนผา บังเงา เป็นร่ม
เสียงธรรม พระนำ ฟังสดับ
ตำนานลับ เร้นซ่อน สะท้อนจริง

กว่าพันคด ลดเลี้ยว เหมือนเคียวข้าว
พลขับเรา เขาก็สดับ ตรับฟังธรรม
ช่างลึกล้ำ จริงหนอ พ่อประคุณ
ไม่แค่หมุน รถล้อ พาเราเลื่อน
แต่หมุนเคลื่อน ล้อธรรม นำกุศล

ดอกบัวตอง ทองอร่าม ล่ามทางเขา
สะท้อนเงา ตะวันบ่าย คล้ายผ้าเหลือง
เป็นผืนแผ่ แลลัด ไม่ขัดเคือง
ให้จิตเปลื้อง เรื่องทุกข์ สุขอุรา


สนใจร่วมภารกิจบริหารใจ ก่อร่างสร้างบุญ สะพายย่าม ตามรอยธรรม
กับ ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์

อีเมล์ agconnection@gmail.com

หนึ่งในภารกิจเพื่อสนับสนุนพุทธศาสนาและพัฒนาการศึกษาและคุณภาพของเด็กด้อยโอกาส
ภายใต้การนำร่องของ พระปลัด ดร.เสน่ห์ ธมมวโร มูลนิธิการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มจร.วิทยาเขต เชียงใหม่

Sunday, November 18, 2007

บริหารใจ "เมตตาหมา…ให้คนนิยม"

ดร. อัญชลี กิ๊บบิ้นส์



เราเห็นคนสมัยนี้นิยมเลี้ยงสุนัขกันเยอะ นึกอิ่มใจแทนสุนัขที่มีโอกาสได้รับความเมตตาจากคนรักสัตว์
เห็นบางตัวที่ได้รับการดูแลปรนเปรอประคบประหงม แต่งองค์ทรงเครื่องให้จนได้ไปโลดแล่นบนแคทวอร์ค
เล่นเอาเราต้องข่มใจไม่ให้เกิดจิตริษยาเป็นพักใหญ่ สุนัขเหล่านี้ชะตาดีจริงๆ

เรารู้สึกดีทุกครั้งที่เห็นคนเกือบจะทุกวัย ได้ใช้ช่วงเวลาอย่างมีคุณภาพ หยอกเอินเล่นหัวกับสุนัขตัวโปรด ปั่นจักรยานแข่งกับฝีเท้าสุนัข พาสุนัขเดินออกกำลัง ไม่ใช่แต่เจ้าสุนัขที่ได้ออกกำลังจนกล้ามงาม คนเลี้ยงก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย
และดูเหมิอนคนเลี้ยงก็มักจะมีอารมณ์ดี เป็นคนอ่อนโยน ดูจะมีความสุขทีเดียว เราเองก็มักแอบนิยมเจ้าของอยู่ไม่น้อย

แต่ทว่า สิ่งหนึ่งที่เรามักเห็นเช่นกันก็คือ กองทุกข์ที่สุนัขมักปล่อยไว้ ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจของเจ้าของ
หรือ ความซนของเจ้าสุนัขเองที่ไม่รู้จักหาที่ปล่อยทุกข์เป็นที่เป็นทาง ที่จะไม่ทำให้ความสุขของเพื่อนบ้านหายไป
มันกลายเป็นเรื่องมหานิยมไปซะแล้ว

ยิ่งทำให้เราเอะใจทุกครั้งว่า ทำไมคนเราเกิดความคิดมีเมตตาเลี้ยงดูสัตว์ได้ แต่ทำไมเราไม่มีจิตคิดเมตตาหรืออาทรเพื่อนบ้านบ้าง

บางเจ้าของมักแสร้งพาสุนัขออกมาเดินกลางเมือง กลางหมู่บ้าน กลางถนน กลางสนามพักผ่อนหย่อนใจ ให้ไกลเขตรั้วบ้านตัวเอง
แล้วปล่อยให้สุนัขตัวโปรดปลดเบาปล่อยทุกข์กองไว้อย่างไม่รู้สึกอะไร ไม่คิดว่าถ้าเพื่อนบ้านเปิดประตูรั้วออกมา
หรือรถแล่นทับกองทุกข์ ติดเปรอะตามไปทั่ว แล้วเพื่อนบ้านอีกกี่คนจะมีสุขได้สักแค่ไหน

สุนัขที่มีเจ้าของที่กำลังสร้างความสุขให้คุณ แต่กำลังก่อทุกข์สร้างกลิ่นไม่พึงปรารถนาให้คนอื่น แล้วเราจะมีคนนิยมไหมเนี่ย
หรือกลับเป็นการลบมิตรก่อศัตรูริมรั้วบ้านเอาซะงั้น บางเจ้าของยิ่งหนัก ปกติก็จะไม่ให้สุนัขตัวเองออกไปวิ่งเพ่นพล่าน
เพราะกลัวมันจะโดนรถเฉี่ยวชน(ด้วยความเมตตา) แต่พอรู้ว่าถึงเวลาที่มันจะถ่ายทุกข์ ก็เปิดรั้วแง้มไว้
ชี้ช่องปล่อยให้เจ้าสุนัขวิ่งออกไปพ้นรั้ว ซักพักใหญ่ค่อยตะโกนโหวกเหวกเรียกหาด้วยสำเนียงเสียงเอื้ออาทร
ออกอาการเป็นห่วงเป็นใยไม่น้อยว่า เจ้าด่างเราไซร้หายไปไหนกันนะ

ถึงตรงนี้ก็อยากจะดึงให้เข้าประเด็น คือประเด็นเรื่องการจะสร้างให้ตัวเองมีความสุข
ก็คงต้องนึกถึงว่าเรากำลังสร้างทุกข์ให้คนอื่นหรือไม่
ไม่ต่างอะไรกับสังคมในปัจจุบันที่คนเราทุกวันนี้
ดูเหมือนจะแสวงหาแต่ความสุขใส่ตัวเอง ไม่มีแม้จะแบ่งใจตัวเองสักนิด แล้วคิดถึงว่าจะสร้างสุข
หรือไม่ก่อทุกข์ให้คนอื่นรอบตัวเราได้อย่างไร

เราเชื่อว่า การสร้างความสุขที่ไม่สร้างศึกอย่างแท้จริง มันน่าจะต้องคำนึงถึงสองทาง เป็นสัญญาณเตือนตัวเอง
ก่อนจะเริ่มคิดหาความสุข คือ หนึ่ง ความสุขที่หาใส่ตัวเรา มันจะไม่ก่อทุกข์ให้คนอื่น หรืออีกทางหนึ่งคือ
คิดที่จะสร้างสุขให้กับทั้งตัวเราและคนอื่นในเวลาเดียวกัน
เลือกซักทางได้ก็คงดี

"เริ่มต้นที่ เมตตาหมา...ให้คนนิยมได้ เมตตามหานิยมต้องตามมาแน่ "

Sunday, October 14, 2007

บริหารใจ…ชั่วโมงสั้นชั่วโมงยาว

ดร. อัญชลี กิ๊บบิ้นส์



"ทำไมวันนี้มันนานจัง กว่าจะหมดไปชั่วโมงๆหนึ่งช้ากว่าเมื่อวาน เมื่อวานหมดไปเร็วเหลือเกิน"
น่าคิดนะ ใจเรานี่ ไหวปลิวเร็วยิ่งกว่าใบไผ่ล้อลมแรงแรง
ความรู้สึกนึกคิดของคนเรานี่ น่าหวาดกลัวจริงๆ ปรับเปลี่ยน ปรุงแต่งแม้กับความเป็นจริง
แม้กระทั่งปรุงแต่งความสั้นยาวของเวลา ขึ้นมาหลอกใจ หลอกกายเราเองได้

ถ้าเผลอใจ ลืมนึกถึงความเป็นจริงเมื่อไหร่ นอกจากเราจะหลุดปากพูดพร่ำบ่น เรื่อยเปื่อย เรายังอาจลืมตัวสร้างอารมณ์กระดี๊กระด๊า หรือ ว้าวุ่น วิตกกังวลอย่างขาดเหตุขาดผล

ถ้าลองมีสติตามทันความรู้สึกหรือเตือนตัวเองอยู่ทุกขณะ แล้วมองดูเข็มนาฬิกาอย่างเข้าใจถึงแก่นแท้ความจริงที่ว่า ชั่วโมงแต่ละชั่วโมงมันสั้นยาวเท่ากันทุกเมื่อเชื่อวัน เราก็คงลดวิตก ลดกังวล ลดความเปรมปรีดิ์แบบลืมทุกข์จนเกินเหตุได้ไม่ยาก

Tuesday, September 4, 2007

บริหารใจ...ทำกำไรให้ชีวิต

โดย ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์



เป้าหมายของคนที่บริหารธุรกิจ คือทำกำไรให้บริษัท ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับคนที่บริหารใจ เพราะถ้าชีวิตเราหากำไรไม่ได้ก็คงขาดแรงบันดาลใจ และแรงกระตุ้นที่จะมุ่งมั่นบริหารใจต่อไป ไม่ต่างอะไรกับนักบริหารธุรกิจที่ขาดทุน อย่างชนิดที่ตั้งหลักปักเสากันลำบาก

กำไรหรือขาดทุนจากการบริหารใจเริ่มขึ้นตรงนี้ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ทำไมคนบางคนถึงทำอะไรในหนึ่งวันได้มากกว่าคนอีกหลายคน และคนอีกหลายคนนั้นก็มักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ถ้ามองให้ชัด ไม่มีใครไม่มีเวลาเลย จะมีก็แต่ว่า ไม่มีความอยากหรือความมุ่งมั่นซะมากกว่า ความหมายแท้แท้ของคำว่า “ไม่มีเวลา” ของหลายชีวิตนั้น แท้จริงคือ “ไม่มีความอยาก ไม่มีความมุ่งมั่น” ความอยากในที่นี้หมายความอย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Passion

ความอยากมันอยู่ที่ ใจมันอยากจะทำ อยากจะทำให้ลุล่วงสำเร็จ โดยไม่รั้งรอ ในวันหนึ่งๆเรามี 24 ชั่วโมงเท่ากัน อยู่แต่ว่าเราเอาใจไปใส่ไว้กับอะไรในแต่ละขณะวันนั้นๆ ชีวิตมันขาดทุนลงทุกนาที แค่ตื่นขึ้นมา ชีวิตก็สั้นลงไปอีกหนึ่งวันแล้ว หากชีวิตได้มีอะไรใหม่ๆเติมเข้าไปบ้าง เติมอะไรก็ได้ แต่ขอให้อยู่บนสองเสาหลักที่นักบริหารใจต้องมี คือ หนึ่ง สิ่งที่เติมเข้ามาช่วยพัฒนาตัวเอง กับสอง สิ่งที่เติมเข้ามาช่วยเราได้พัฒนาคนอื่น ถ้าอะไรก็ตามที่คุณเลือกจะเติมให้กับชีวิตคุณอยู่บนสองเสาหลักนี้ ชีวิตนี้ก็มีแต่กำไร

Friday, July 27, 2007

บริหารใจ...ไม่ให้กายเหนื่อย

โดย ดร.อัญชลี กิ๊บบิ้นส์



สมัยนี้คนเรามักเลือกที่จะใช้เครื่องทุ่นแรงเพื่อเอาชนะความยากลำบาก ทั้งที่จริงๆแล้ว ความลำบากทางกายหลายๆอย่าง เอาชนะได้ด้วยใจเราเอง เห็นได้ง่ายๆอย่างเช่น เวลาเดินขึ้นดอย บางคนบ่นแล้วบ่นอีก บ่นเป็นชุด เมื่อยมาก ไม่ไหวแล้ว ขาจะหลุด หายใจไม่ทัน เมื่อไหร่จะถึง บันไดมีกี่ขั้นเนี่ย ต้องเดินขึ้นอีกนานเท่าไหร่ ที่เห็นจนสุดเนี่ยยังมีต่ออีกหรือเปล่า รู้อย่างนี้ขึ้นลิฟต์ดีกว่า

ไอ้ที่เราบ่นเนี่ย ล้วนแล้วแต่เป็นการเอาใจไปจับไว้กับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ไปพะวงแต่ว่าจะยังอีกสูง อีกไกล กว่าจะถึง แถมเอาใจไปเข้าข้างขาสองข้างอีกว่า เมื่อยนิดเมื่อยหน่อยไม่ไหวแล้ว ใช้งานหนักไปนิด ก็เกิดจิตท้อถอย บางทีไม่เข้าข้างขาตัวเองอย่างเดียว แถมไปประณามขั้นบันได ว่า..สร้างมาทรมานขา พอเราเริ่มเดินขึ้นดอยอย่างมีสติ เอาใจไปกำหนดไว้ที่ทุกย่างก้าวซะอย่างเดียว ขวายก ขวาย่าง ขวาวาง ซ้ายยก ซ้ายย่าง ซ้ายวาง ลองดูง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง เมื่อเราตัดกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ตัดพะวงที่ว่าเราจะไปไม่ไหว มันกลับขึ้นถึงยอดดอยโดยไม่รู้สึกเหนื่อย แถมรู้สึกว่า เร็วจัง ถึงยอดแล้ว กำลังเพลินอยู่ทีเดียว

ยิ่งคิดยิ่งพะวงก็ยิ่งเหนื่อยหนัก มากกว่าที่มันควรจะเป็นด้วยซ้ำ มันบั่นทอนให้พลังเราน้อยลง ไม่ต่างอะไรกับหลายๆชีวิตในสังคมปัจจุบัน ถ้าได้แต่ใช้เวลาไปกับความทดท้อ พร่ำบ่น มัวแต่พะวงว่า ทำไมไม่ก้าวหน้าซักทีอาชีพนี้ ทำมาเหนื่อยยากไม่รู้จะกี่ปีแล้ว เงินเดือนขึ้นไม่ถึงที่หวังซักที ชาตินี้เมื่อไหร่จะรวย ได้แต่หวังและตัดพ้อกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง บางรายร้ายหนัก ถึงกับโทษคนโน้นคนนี้ว่าทำให้ตัวเขาต้องทดท้อหมดแรงสู้ โดยที่ไม่ได้จดจ่อว่าตัวเราเองกำลังทำอะไร ทำอย่างมีความสุขหรือไม่และทุ่มเทด้วยพลังและปัญญาทุกขณะหรือเปล่า

ลองเริ่มใหม่ค่อยๆตัดความกังวลที่ว่าเมื่อไหร่จะไปถึงยอดถึงที่หมายซักที ทำปัจจุบันให้เต็มที่อย่างมีสติ เวลาที่คุณขึ้นถึงยอดจริงๆ ก้าวขึ้นถึงตำแหน่งสูงๆในบริษัท ด้วยวิธีนี้ คุณจะรักตัวเองมากขึ้น และคุณจะเป็นคนที่ไม่มีอคติกับอุปสรรคใดๆในชีวิตอีกเลย